[1811]Obento Loveletter & Stalker[End]

posted on 26 Apr 2011 20:56 by rinrin-crazy in KHR-FanFiction
เอนทรี่นี้...NLนะจ้ะ
 
 
 
 
สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่าน >>>Frist Part<<<
 
 
 
 
Title: Obento Loveletter & Stalker
Author:Rinrin
Pairing: Hibari Kyouya x Ipin[TYL!]
Originate: Katekyo Hitman Reborn!
Warning:NL(ชาย-หญิง),แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้มิได้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของมังงะเรื่อง Katekyo Hitman Reborn! แต่ประการใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Rate:PG-13
Note:นอมอลเขียนยังไงนะ...-v-;;
For: IndigoMist
 
 
*ดั่งเกล็ดหิมะสีขาวที่พร่างพรมลงบนผืนดินสีพิสุทธิ์
 
 
 
 
End Part

 

 

กิ๊งก๊อง...

 

 
 

 

เสียงออดหน้าบ้านดังแว่วมาถึงห้องนั่งเล่นของบ้านซาวาดะ หญิงสาวผมสีน้ำตาลที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อย่างเพลิดเพลินอยู่ภายในห้องนั่งเล่นเพียงลำพังนั้นก็จำต้องละสายตาจากรายการโปรดที่ดูอยู่   ซาวาดะ นานะ ปิดโทรทัศน์ก่อนจะเดินออกไปที่ทางเดินอย่างรีบร้อน

 

 
 

 

“ใครค่ะ..”เธอร้องถามขณะที่กำลังเดินไปที่ประตูก่อนที่จะบิดลูกบิดประตูออกมา...

 

 

 
 

 

“ว๊ายยยยยยย~!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

 

 

 
 

.

 

 
 

 

 

.

 

 
 

 

 

.

 

 
 

 

 

.

 

 
 

 

 

“แรมโบ้!! มาได้ยังไงเนี่ย!!!!”เด็กสาววัย 15 ร้องลั่นออกมาเมื่อพบจะเพื่อนสมัยเด็กที่ควรจะอยู่ที่อิตาลีนั่งอยู่ในห้องของตัวเอง เจ้าของนาม แรมโบ้ เด็กหนุ่มในชุดลายวัวนั่งทอดหุ่ยอยู่ในห้องราวกับไม่ทุกข์ร้อนกับท่าทีตกอกตกใจของเพื่อนสมัยเด็กเลยแม้แต่น้อย

 

 
 

 

“ตกใจอะไรของเธอ ก็มาเยี่ยมไงล่ะ มาเยี่ยม”เสียงของเด็กหนุ่มกล่าวพลางกลั้วหัวเราะ  ดวงหน้าของเด็กสาวฉายแววดีใจเล็กน้อยเมื่อได้พบเพื่อนเก่า มือเรียวปิดประตูก่อนจะเดินไปนั่งที่เตียง แรมโบ้ที่นั่งซุกขาอยู่ใต้โต๊ะญี่ปุ่นหันไปมองตาม แล้วพูดต่อ

 

 
 

 

“ความจริงก็ไม่เชิงหรอก เจ้ารีบอร์นมันมาตามหาคนน่ะ อาทิตย์ก่อนมันวิ่งซะทั่วอิตาลีเลย แถมยังลากชั้นไปจีนอีก พอมาที่ญี่ปุ่นมันก็บอกให้ชั้นแยกมาหาที่นี่ แต่ไม่เห็นว่าจะมีนี่ ชั้นก็เลยถือโอกาสแวะเยี่ยมเธอซะเลยไง”

 

 
 

 

...เอ..ไปหาที่จีน...คงไม่ใช่....

 

 

 
 

ครืด!!!!

 

 

 
 

“อี้ผิงคุง ผมไปส่งข้าวกล่องเรียบร้อยแล้วครับ!!!!!!!!”

 

 
 

 

“อ๊ะ!!! อยู่นี่เอง!!!!”เสียงร้องตะโกนลั่นจากแรมโบ้พร้อมทั้งท่าทางชี้ไปที่ท่านอาจารย์ที่เข้ามาแบบไม่รู้เวลา ทำให้อี้ผิงยิ้มจืดๆ  เมื่อสิ่งที่ตนเดาไว้ตรงความคาดหมายเป๊ะ

 

 
 

 

..อ๊ะ..เดี๋ยวก่อน...ข้าวกล่องล่ะ...

 

 
 

 

“ได้โปรดเถอะ แรมโบ้คุง อย่าไปบอกรีบอร์นเลยนะ~!!!!!!!” ฟงยกมือสองมือขึ้นประกบกันพลางก้มหัวหลายๆ รอบราวกับของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองก่อนจะไปรบก็ไม่ปาน แรมโบ้ทำหน้าเหวอก่อนที่อี้ผิงจะรีบพุ่งตัวเข้ามาหาฟงที่กำลังเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิด้วยความรวดเร็วเสียงยิ่งกว่านักกีฬาถูกปล่อยตัว

 

 

 
 

“ทะ...ท่านอาจารย์ค่ะ ข้าวกล่องล่ะค่ะ..”

 

 
 

 

“ได้โปรดเถอะครับ อย่าบอกเลย~!!!!”

 

 
 

 

“ท่านอาจารย์!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

 

 

 
 

.

 

 
 

 

 

.

 

 
 

 

 

.

 

 
 

 

 

หลังจากนั้นกว่าที่แรมโบ้ตกปากรับคำว่าจะปิดปากเงียบได้ กลายเป็นว่าฟงหันไปอี้ผิงก็มีอันน้ำตาล้นเอ่อเสียแล้ว

 

 
 

 

“ว...หว่า..อี้ผิงคุงเป็นอะไรน่ะครับ!”

 
 

 

 

“ขะ..ข้าวกล่องล่ะค่ะ ท่านอาจารย์ ฮิบาริซังว่ายังไงบ้าง...อึ๊ก..”หยาดน้ำตาไหลเผาะๆ ราวกับพยายามจะอดกลั้น ริมฝีปากเม้นเข้าหากันเหมือนกำลังอดทนเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ฟงเจอกับอี้ผิงมาไม่มีสักครั้งที่อี้ผิงนั้นร้องไห้ เพราะเป็นแบบนั้นเรื่องต่างๆ ก็เลยกระจุยออกจากหัวคนเป็นอาจารย์ออกจนเกือบหมด

 
 

 

 

“อะ..เออ...คือ...”คนถูกถามชักเลิกลั่กรีบคุ้ยสิ่งที่กระจัดกระจายในหัวของตัวเองก่อนที่เด็กสาวผู้เป็นลูกศิษย์จะร้องไห้ไปมากกว่านี้

 
 

 

 

“อะ..อ๋อ!! ใช่แล้วครับ เคียวยะคุงบอกว่า ถ้าเกิดว่างแล้ว...จะกินน่ะครับ..”ท่อนท้ายเสียงแผ่วเล็กน้อยเมื่อเห็นน้ำใสยิ่งไหลเอ่อเปรอะเปื้อนใบหน้า เด็กสาวสะอึกสะอื้นในลำคอหยาดน้ำจากดวงตายังคงไหลออกมาไม่หยุด

 

 
 

 

“อึ๊ก..อี้ผิง..ดีใจที่สุดเลยล่ะค่ะ..”

 

 
 

 

แน่นอนว่าใช้เวลาอีกสักพักกว่าที่เด็กสาวจะหยุดร้องไห้ แล้วบทสนทนาก็กลับมาเป็นอย่างเดิม..

 

 

 

 
 

 

 

 

“แหม แรมโบ้ทำเอา แม่ตกใจแย่เลยรู้ไหมจ้ะ มาทั้งทีทำไมไม่โทรมาบอกล่ะ”ซาวาดะ นานะ เข้าร่วมวงสนทนาด้วย หลังจากที่เดินไปเอาน้ำชามาเสิร์ฟให้กับทุกคนแล้ว แรมโบ้หัวเราะแฮะๆ พลางเอามือเกาที่หัวของตัวเองสองสามที

 

 
 

 

“มันกะทันหันน่ะครับ ผมก็เลยไม่ได้โทรบอก”

 

 

 

 
 

 

“แล้วซาวาดะซังเป็นยังไงบ้างล่ะ”เด็กสาวถามหาบอสปลาใหญ่ผู้ซึ่งเคยดูแลเธอในยามเด็ก แรมโบ้ยิ้มเช่นเดิม มือถือแก้วน้ำชาที่นานะเพิ่งเอามาให้ นานะเองก็ท่าทางสนใจคำถามนี้อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

 

 
 

 

“ใช่แล้ว ซือคุงเป็นยังไงบ้างล่ะจ้ะ ช่วงหลังนี้เขาไม่ค่อยโทรมาหาแม่เลย”

 

 

 
 

“อ๋อ...โดนกองงานทับจนกระดิกตัวไปไหนไม่ได้น่ะครับ เห็นว่าเป็นงานสมัยที่เจ้าตัวเอาเวลาไปเรื่อยเฉื่อยอยู่”

 

 

 
 

“แหม...เด็กคนนี้นี่ไม่ไหวจริงๆเลย”เสียงของนานะกล่าวตำหนิลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเรียกเสียงหัวเราะจากแรมโบ้และอี้ผิงได้เป็นอย่างดี พลันเจ้าตัวนึกอะไรขึ้นมาได้เสียก่อน

 

 
 

 

“อ้าว! พยากรณ์อากาศวันนี้บอกว่าฝนจะตกนี่นา”นานะอุทานออกมาก่อนจะรีบลุกขึ้นยืนเพื่ออกจากห้อง

 

 
 

 

“จะไปไหนเหรอค่ะ นานะซัง”อี้ผิงร้องถาม ดวงหน้าหวานฉายแววสงสัยเล็กน้อย นานะยิ้มให้เบาบางแล้วกล่าวตอบไป

 

 
 

 

“ไปเก็บผ้าน่ะจ้ะ อี้ผิงจังไม่ต้องช่วยหรอก คุยเป็นเพื่อนแรมโบ้ไปนะ”

 

 
 

 

พูดจบนานะก็วิ่งออกจากห้องไป อี้ผิงเอียงคอน้อยๆ ก่อนจะหันไปที่ตู้เก็บฟูกที่ตอนนี้ไม่ได้ใช้แล้ว

 
 

 

 
 

 

“อะ..เออ...ท่านอาจารย์ค่ะ ทำไมไปแอบอยู่ในนั้นล่ะค่ะ...”

 
 

 

 

 
 

“รีบอร์นอยู่แถวนี้ ถ้ามาเจอผม ผมก็แย่น่ะสิ!”เสียงตอบฟังดูอู้อี้จากด้านใน ดูท่าฟงจะกลัวมากทีเดียว คนเป็นลูกศิษย์ทำหน้างงๆ ก่อนแรมโบ้จะกล่าวกล่อมคนที่มุดเข้าไปแอบอยู่ในตู้เก็บฟูก

 

 
 

 

“แต่ท่าทางหมอนั่นเป็นห่วงมากเลยนะครับ คุณฟง”

 

 
 

 

“แย่ยังไงเหรอค่ะ ท่านอาจารย์?”อี้ผิงถามโดยมีเครื่องหมายคำถามอยู่บนหัวคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเพราะความไม่เข้าใจนั้น เสียงอู้อี้ของฟงดังลอยมาได้ยินเพียงน้อยนิด

 

 

 
 

“ก็...รีบอร์นน่ะ...”

 

 
 

 

ครืด!!!

 

 
 

 

“ทำแต่เรื่องแบบนั้น! พอผมไม่เล่นด้วยก็จับมัดมือ ถึงผมจะเป็นฝ่ายถูกทำแต่ผมก็เหนื่อยเป็นนะ!!!!!!!”

 
 

 

 

ประตูของตู้เก็บฟูกถูกกระชากเปิดออกมาจากด้านในอย่างแรงและเสียงของฟงที่ตะโกนนั้นก็ไม่ได้เบาเลยแม้แต่น้อย พอพูดจบคนพูดที่เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไปก็หน้าแดงแจ๋ เช่นเดียวกับคนฟังทั้งสองที่หน้าร้อนวูบ

 

 
 

 

ครืด!!!

 

 
 

 

ฟงรีบกลับไปจองจำตัวเองในตู้เก็บฟูกต่อด้วยความอับอายเช่นเดียวกับทั้งสองคนก้มหน้ามองพื้นไปสักพัก

 

 
 

 

ไม่นานบทสนทนาก็ดำเนินต่อไปแล้วคราวนี้มันก็มาถึงเรื่องที่ว่า

 

 

 
 

“แล้วไอ้นี่มันอะไรกันเนี่ย...”

 

 
 

 

เสียงของเจ้าวัวหนุ่มกล่าวออกมามืออุ้มกล่องบางอย่างไว้ซึ่งดูเหมือนว่าค่อนข้างจะคุ้นตาอี้ผิ้งเสียด้วย ดวงตาของอี้ผิงกระพริบปริบๆ ก่อนที่จะเอ่ยถามเพื่อนสมัยเด็กด้วยความสงสัย

 

 

 
 

“เอามาจากไหนน่ะ แรมโบ้”

 

 

 
 

คิ้วเรียวม้วนเข้าหากันอย่างช้าๆ ถึงความคุ้นหน้าคุ้นตาของกล่องเซฟในมือแรมโบ้ คนถูกถามพยายามหมุนรหัสมั่วไปเรื่อยก็ที่จะตอบโดยไม่มองคนถาม

 

 
 

 

“ลิ้นชักเธอ...”คำตอบสั้นง่ายได้ใจความทำเอาคนฟังสะดุ้งแล้วหันขวับไปที่ลิ้นชักเจ้าปัญหาที่ถูกดึงค้างไว้

 

 

 
 

 

“เอาคืนมานะ แรมโบ้!!”ร่างปราดเปรียวของเด็กสาวที่ช่วงนี้ไม่ได้ใช้ พุ่งเข้าไปหาเด็กหนุ่มด้วยความเร็ว

 

 
 

 

ตุบ!

 

 
 

 

แรมโบ้เบี่ยงตัวหลบแบบเฉียดฉิว อี้ผิงกลับตัวกลางอากาศเท้าทั้งสองกระแทกลงบนเตียงเกิดเสียงเบาๆ ดวงตากลมโตจ้องมาเพื่อนสมัยเด็กโดยหัวคิ้วกดต่ำทำให้ดวงหน้านั้นฉายแววโรธ

 

 

 
 

“อ่า..ฮะ...ของในนี้มันอะไรกันล่ะ?”

 

 

 
 

“เอาคืนมานะ!”

 

 
 

 

..............

 

 
 

 

.........

 

 
 

 

.....

 

 
 

 

..

 

 
 

 

.

 

 

 
 

 

ท่ามกลางความรื่นรมย์ของสวนสาธารณะของเมืองนามิโมริ ต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวที่พลิ้วไหวไปตามแรงลม อากาศในยามบ่ายร้อนอบอ้าวเล็กน้อย ผู้คนทยอยกันกลับบ้านไปแล้ว เนื่องจากพยากรณ์อากาศประกาศว่าฝนจะตกในช่วงบ่าย ร่างหนึ่งในชุดเสื้อลายวัวนั้นยังคงนั้นหมุนรหัสกล่องเซฟอย่างขะมักเขม้นชนิดว่า ถ้าตำรวจมาเจอคงต้องหิ้วไปโรงพักให้เดือดร้อนซาวาดะ สึนะโยชิ ไปไถ่ผู้พิทักษ์อัสนีคืน

 

 
 

 

แกร๊กๆ...

 

 
 

 

เสียงหมุนรหัสดังขึ้นแผ่วเบาแข่งกับเสียงลมหวิวที่เริ่มเย็นขึ้นท่ามกลางอากาศที่อบอ้าว หูของร่างนั้นแนบที่กล่องทั้งที่มือก็หมุนมันไปด้วย เพราะเป็นอย่างงี้จึงไม่ต้องสงสัยว่าเวลาอยู่ที่อิตาลี ดูท่าคอร์สปล้นทรัพย์โดยวิธีการปลดล็อคเซฟคงเป็นวิชาบังคับในวองโกเล่แฟมมิลี่เป็นแน่แท้  

 

 

 
 

คลิ๊ก!!!

 

 
 

 

เสียงของความสำเร็จดังขึ้นก้องด้านในเซฟ หนุ่มชุดวัวละหูของตัวเองออกมา และ...

 

 

 
 

“อยู่นี่น่ะเอง!!!!”

 

 

 
 

เสียงหวีดแหลมของเด็กสาวดังขึ้นราวกับเสียงไซเรนของรถร่วมกตัญญูในความคิดของเด็กหนุ่มไม่มีผิด ดวงตาสีเขียวเบิกกว้าง มือของเด็กหนุ่มรีบหิ้วกล่องเซฟที่ปลดล็อดได้แล้ว และใช้ฝีเท้าที่มีความสามารถในการวิ่งหลบกระสุนพุ่งทะยานออกไป ร่างปราดเปรียวของเด็กสาวนั้นก็ว่องไวไม่แพ้กันวิ่งตามเด็กหนุ่มไปติดๆ ร่างเล็กบางของเด็กสาวแห่งร้านราเมงกระโดดดักหน้าทำให้เด็กหนุ่มนั้นชะงักไป

 

 

 
 

“เอาคืนมานะ! แรมโบ้!!”

 

 
 

 

ขาของเด็กหนุ่มที่ดูราวกับว่าสับไวมาตั้งแต่เกิด วิ่งจู๊ดไปอีกทางอย่างคล่องแคล่ว ดวงหน้าของเด็กสาวหงุดหงิดมากขึ้น ก่อนจะพุ่งตัวไปทิศที่เด็กหนุ่มวิ่งอยู่อย่างไม่ลดละ มือเรียวเล็กของอี้ผิงคว้ากิ่งไม้ที่อยู่ข้างทางแล้วเขวี้ยงมันออกไป เสียบติดกับพื้น

 

 

 
 

“วะ..เหวอ!!!”แรมโบ้อุทานออกมาลั่นเมื่อเห็นมรดกการสืบทอดวิชาเส้นพาสต้าพิฆาตจากเบียงกี้ มือทั้งสองข้างที่อ่อนปวกเปียเผลอปล่อยกล่องที่อุ้มในมือให้หลุดลอยออกไปจากอ้อมอก กล่องนั้นลอยหวือเหมือนกับถูกลวดสลิงดึงขึ้นไปด้านบน

 

 
 

 

..แย่ล่ะ..

 

 
 

 

เมื่อคิดได้แบบนั้นเด็กสาวกระโดดตัวลอยมือเรียวเล็กรีบคว้ากล่องเซฟนั้นไว้ในอ้อมกอดหากแต่ก็ยังมืออีกสิ่งหนึ่งหลุดลอยออกไปจากกล่องที่เผยอ รูปภาพกระจัดกระจายออกมาเพราะแรงลม ร่วงหล่นกระจายไปเต็มถนน ดวงตาของเด็กสาวเบิกกว้างด้วยความตระหนกนั้น ร่างของอี้ผิงตกลงบนพื้น มือบอบบางตวัดเก็บสิ่งที่ตกอยู่บนพื้นอย่างรวดเร็ว ทั้งที่คนต้นเหตุยังคงนิ่งด้วยความตกใจ

 

 
 

 

“แรมโบ้! มาช่วยชั้นเก็บเดี๋ยวนี้เลยนะ!!!”เด็กสาวร้องสั่งทำให้เด็กหนุ่มนั้นกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้ เด็กหนุ่มรีบกุลีกุจอมาช่วยด้วยเพื่อนสมัยเด็กเก็บสิ่งที่กระจายออกมาจากกล่องเซฟทันที

 

 

 
 

“เอ...อี้ผิง...”เสียงคำถามแผ่วๆ หลุดลอยออกมาจากปากของแรมโบ้หลังจากที่ช่วยเด็กสาวเก็บรูปภาพที่กระจายออกมา ในหัวมองสิ่งที่ตัวเองเก็บขึ้นมา เขารู้ว่าเป็นรูปของใคร และรู้ดีว่าอี้ผิงชอบคนคนนี้มาก แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น...

 

 
 

 

“หรือว่าเธอเป็น...”

 

 
 

 

น้ำลายของแรมโบ้ไหลหนืดคอเพราะไม่นึกถึงสิ่งที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากของตัวเอง

 

 

 
 

“สโตรกเกอร์งั้นเหรอ....?”

 

 

 
 

คำถามหลุดลอยแผ่วเบาทำเอาคนถูกถามต้องแอบชะงักไป ดวงหนาวหวานเงยขึ้นมาชักสีหน้าเล็กน้อยก่อนจะกล่าวค้อนๆ ว่า

 

 
 

 

“มะ...ไม่ใช่ซะหน่อย! ชั้นแค่บังเอิญถ่ายได้ต่างหาก!!!!”

 

 
 

 

‘บังเอิญถ่ายได้’

 

 
 

 

แรมโบ้ยิ้มแหย่ๆ กระตุกที่มุมปากในใจนึกทวนคำพูดของเพื่อนสาวข้างตัวอย่างขบขัน

 

 
 

 

...โถ...สโตรกเกอร์ซึนเดเระ!...

 

 
 

 

เด็กสาวหันไปราวกับว่าไม่ใส่ใจกับปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มชุดวัวตรงหน้า มือเพรียวขยับอย่างคล่องแคล่วดวงตากลมโตตรวจเช็คสิ่งที่อยู่ข้างใน พลันมือของอี้ผิงชะงักแล้วเริ่มตรวจหาอีกรอบอย่างร้อนรน

 

 
 

 

“หายไปใบนึง!!”

 

 
 

 

เด็กสาวกรีดร้องออกมาราวกับว่าจะสิ้นสติ แรมโบ้สะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจเช่นกัน ดวงหน้าของเด็กหนุ่มนั้นฉายแววตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เหงื่อกาฬไหลซิกในใจเต้นถี่ๆ ดังราวกับเสียงไซเรนของรถพยาบาลที่จะมารับเขาหลังจากโดนหมัดเกี๊ยวซ่าจนต้องนอนพักแบบไม่มีกำหนด ดวงตาสีเขียวพยายามมองหาทางรอดแบบเอาเป็นเอาตาย ก่อนจะพบบางอย่างที่ติดอยู่บนกิ่งไม้สูง

 

 
 

 

“เออ...อี้ผิง...นั่น..?”เสียงของแรมโบ้กล่าว มือของเด็กหนุ่มชุดวัวชี้ไปที่บนกิ่งไม้สูงใกล้ๆ กันนั้น ดวงตากลมโตของเด็กสาวหมุนมองตามอย่างร้อนรน ดวงตาคมเฉียบมองเห็นบางสิ่งที่อยู่บนต้นไม้เพราะการนั้นทำให้เจ้าตัวยังไม่ชัดเจนดีว่ามันคืออะไร มือเรียวหยิบแว่นที่บังเอิญติดตัวมาด้วยขึ้นมาใช้การทันที

 

 
 

 

“อ๊ะ!!! รูปที่หายไปนี่นา!”เสียงอุทานของอี้ผิงสร้างความโล่งอกให้แก่ผู้พิทักษ์อัสนีที่นึกสรุปไปเองว่าตนไม่ต้องเข้าไปนอนมองเพดานในโรงพยาบาลแล้ว ร่างของเด็กสาวกระโดดทะยานด้วยวิชาที่เคยร่ำเรียนมานั่น มือเพรียวตวัดหวังจากคว้ากระดาษบางเบาแผ่นนั้นไว้ในมือ หากแต่ด้วยเคราะห์ร้ายหรืออย่างไร ทำให้สายลมที่หวีดหวิวพัดพาเอาสิ่งที่ต้องการณ์ให้ลอยไปกับสายลมหวนต่อหน้าต่อตา

 

 
 

 

ตุบ!

 

 
 

 

“ถ้าชั้นไม่ได้รูปใบนั้นคืน นายตายแน่แรมโบ้!”

 
 

 

 

เสียงคำพูดทิ้งท้ายชวนให้เด็กหนุ่มเพื่อนเก่าโหวงเหวงในท้องดังขึ้นก่อนที่เด็กสาวจะวิ่งตามสายลมนั้นไป

 
 

 

 

.

 

 
 

 

.

 

 
 

 

.

 

 
 

 

สายลมเจ้าเอ๋ย....

 

 
 

 

.

 

 
 

 

.

 

 
 

 

.

 

 
 

 

.

 

 
 

 

เจ้าแค้นข้าอยู่หรือไร...

 

 

 
 

.

 

 
 

 

.

 

 

 
 

.

 

 
 

 

แม้ว่าอี้ผิงจะวิ่งตามไปเท่าไร สายลมนั้นก็ไม่แม้แต่จะอ่อนลงสักนิด ทุกครั้งที่อี้ผิงพยายามจะกระโดดขึ้นไปคว้า ก็จับต้องได้เพียงแต่ความว่างเปล่าในมือ เหมือนกับใครบางคนที่อยู่ในรูป

 

 
 

 

...เมฆา...ที่ล่องลอยอยู่เบื้องบน...ที่คนธรรมดา...ไม่อาจจะเอื้อมถึง...

แม้พยายามจะไล่ตามเท่าใด...มันก็ยิ่งลอยห่างออกไปทุกที...

 

 

 
 

เด็กสาววิ่งติดตามไปจนถึงย่านร้านค้า คงเพราะเป็นช่วงตึกสูงขนาบข้างจะทำให้สายลมนั้นแผ่วลงไปได้ ขาเรียวของเด็กสาววิ่งตึกตักหวังเพียงจะทันคว้ารูปตรงหน้าไว้ ดวงตากลมโตจับจ้องที่รูปอย่างกังวลก่อนที่รูปถ่าย จะค่อยๆ ร่อนลงในมือของใครบางคนที่เดินผ่านมา...

 

 
 

 

“ข...ขอรูปคืนด้วยค่ะ~!!!”

 
 

 

 

เสียงของเด็กสาวร้องตะโกนก่อนที่จะวิ่งหยุดหอบตรงหน้าของคนที่คว้าของสำคัญนั้นไว้ได้ อี้ผิงก้มหน้าหอบเพราะวิ่งมานานพอสมควร หัวใจที่เต้นถี่ด้วยอาการเหนื่อยหอบค่อยๆ กลับมาเต้นถูกจังหวะอย่างช้าๆ ดวงหน้าหวานของอี้ผิงเงยขึ้นอีกครั้งเพื่อจะเอ่ยขอรูปคือแต่ทว่า หัวใจที่เพิ่งกลับมาเต้นจึงหวะเดิมก็ต้องกลับมาเต้นระรัวอีกครั้งหนึ่ง ดวงตาคมที่รับกับแผงขนตายาวที่เคยได้แต่เฝ้ามองบัดนี้จ้องมองมาที่เธอสลับกับรูปถ่ายในมือ ดวงหน้าที่คุ้นเคยที่เคยเพ่งพิศเพียงภาพพิมพ์หากแต่เมื่อได้มองในขณะนี้กลับไม่ใช่ความรู้สึกขวยเขินอย่างที่เคยเป็น...ทั้งใจดวงน้อยๆ นั้นก็สั่นระรัวและชาวาบ...

 

 
 

 

“เธอ...?”

 

 
 

 

ขอบตาบางร้อนผ่าวชื้น ริมฝีปากเล็กๆ สั่นระริก ความรู้สึกที่ระคนไปด้วยความสับสนไหววูบก่อนจะถูกตีให้แตกกระจาย..

 

 
 

 

ซ่า...

 

 
 

 

 

สุดท้าย...เธอก็ไม่ได้พูดอะไรสักคำ...และวิ่งออกจากตรงนั้น...พร้อมๆ กับการพร่างพรมลงมา....ของหยาดพิรุณ...

 

 

 
 

.

 

 
 

 

.

 

 

 
 

.

 

 

 
 

.

 

 

 
 

 

ตอนนี้...ที่เปียกอยู่บนหน้าของอี้ผิงน่ะ....คือน้ำฝนใช่ไหมคะ?...

 

 
 

 

.

 

 
 

 

.

 

 
 

 

.

 

 
 

 

.

 
 

 

 

สายฝน...ทั้งที่ว่ากันว่า...จะชะล้างได้ทุกสิ่ง...และมอบความสดชื่นให้ทุกชีวิต...

ตอนนี้...ก็ทำให้เพียงให้จิตใจของเด็กสาวที่อาบน้ำตา ยิ่งชุ่มโชก....

ช่างเป็นวรุณที่โหดร้ายนัก...

 

 

 
 

“กลับมาแล้วค่ะ...”คำเอ่ยที่พูดจนติดนิสัยดังแผ่วแทบไม่ได้ศัพท์ มือเล็กทั้งสองข้างยังคงหิ้วกล่องเซฟใบใหญ่ที่เป็นของสำคัญ ทั้งที่ร่างเปียกปอนกลับไม่อาจรู้สึกถึงความหนาวเหน็บของสายน้ำเย็นเฉียบที่อาบกาย แต่ทำไม...เธอกลับรู้สึกถึงความด้านชาที่กำลังเกาะกินใจของตัวเองได้ดี...

 

 

 
 

“กลับมาแล้วเหร...”นานะเอ่ยคำค้างไว้รวมทั้งแรมโบ้ที่โผล่หน้าหน้าออกมาจากครัวก็ต้องชะงักเมื่อเห็นสภาพของเด็กสาวที่เปียกปอนราวกับตกน้ำ...

 
 

 

 

“อี้ผิง....”

 

 

 
 

.

 

 
 

 

.

 

 

 
 

.

 

 
 

 

“เกิดอะไรขึ้นเหรอ...ครับ?”

 

 

 
 

ฟงกล่าวถามเสียงเครียดขณะที่นานะพยายามจะเอาผ้าเช็ดตัวสีขาวนั้นซับน้ำเปียกๆ จากร่างของเด็กสาวออกไป ดวงตาสีนิลของฟงมองดวงหน้าของลูกศิษย์ที่เปียกชื้นขอบตาแดงช้ำ ด้วยความรู้สึกเป็นห่วง ดวงตากลมโตชื้นไปด้วยน้ำตาใสที่ล้นเอ่อ

 

 
 

 

“ฮิบาริซัง...เขา...”

 

 
 

 

ริมฝีปากบางที่เอ่ยออกมาซีดสั่น น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลร่วงจากนัยน์ตาของเด็กสาวไม่หยุด เสียงสะอึกสะอื้อในลำคอที่สื่อใจความไม่ได้ยิ่งทำให้คนฟังลำบากใจ และยิ่งไปกว่านั้น ฟงเองก็ห่วงอี้ผิงไม่น้อยไปกว่าใคร

 

 
 

 

“อี้ผิง...ไม่มีหน้าไปเจอ..อีกแล้ว...”

 

 
 

 

คำเอ่ยปนสะอื้นและน้ำตาที่ไหลผ่านแก้ม....

 

 

 
 

ทั้งที่เขา...

เป็นอาจารย์ของเด็กคนนี้แท้ๆ...

กลับไม่สามารถให้คำแนะนำอะไรได้เลย....

 

 

 
 

 

 

 

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรต่อสักคำ ปล่อยให้เด็กสาวเดินขึ้นห้องไปทั้งอย่างนั้น...

 

 

 

 
 

 

 

“...”

 

 

 
 

...ในฐานะอาจารย์...บางที...เขาน่าจะ...

 

 

 
 

 

“แรมโบ้คุง....ช่วย...ติดต่อรีบอร์นให้ผมที...”

 

 

 
 

 

.....................

 

 

 
 

 

................

 

 

 

 
 

............

 

 

 
 

 

.......

 

 

 
 

 

....

 

 

 

 
 

..

 

 

 
 

 

.

 

 

 
 

สายฝนจากไปแล้ว...

 

 

 
 

เหลือไว้เพียงแต่เด็กสาวที่หัวใจยังคงชื้นไปด้วยน้ำตาจากเมื่อวาน...ดวงตาสีนิลกลมโตเหม่อลอยไปไกลนัก ในใจยังคงเต็มไปด้วยละอองน้ำที่ขุ่นมัวที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่มันจะซาลง...

 

 

 

 

 

 
 

 

เมฆาที่ดุจดั่งภาพลวงตาไม่ต่างจากสายหมอก...

เป็นละอองน้ำที่ไม่อาจจับต้องได้...

 

 

 

 
 

 

 

 

 

บางที...เธอน่าจะเลิกพยายามสักทีก็ได้....

 

 

 

 

 

 
 

 

 

ครืด!!!!!!!!!

 

 
 

 

เสียงหน้าต่างถูกเปิดออกจากด้านนอกดึงอี้ผิงที่ออกมาจากภวังค์ ดวงตาที่เหม่อลอยกลับมามีแววอีกครั้ง ดวงหน้าฉายแววเศร้าพลันเปลี่ยนเป็นตะลึงงันไปทันทีเมื่อเห็นบุคคลที่อยู่บนขอบหน้าต่าง

 

 

 
 

“เธอคนเมื่อวานสินะ”

 

 
 

 

กลีบปากที่มักจะเป็นเส้นตรงเอ่ยถามเธอที่กำลังตะลึงงัน ผมสีนิลกาฬดำสนิทซอยสั้นต้องแสงสว่างสะท้อนภาพในตา เมื่อตรงหน้าคือฮิบาริ เคียวยะ ร่างกายของเด็กสาวแทบแข็งค้างไปทั้งตัว เลือดในการแทบเดือดพลานแต่มือของเธอนั้นแทบจะเย็นเฉียบ ทั้งยินดีทั้งสับสนระคนไปคนกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นมา ตอนนี้เด็กสาวก็ไม่อาจจะเอ่ยอะไรออกไปได้อีก...

 

 
 

 

“นี่...”

 

 
 

 

บุรุษในชุดสูทสีดำยื่นบางอย่างให้กับเธอ มันคือรูปถ่ายแผ่นบางที่เธอวิ่งไล่ตาม...มือเพรียวบางเย็บเฉียบรับมันไว้อย่างสั่นเทาทั้งที่ดวงตาแทบไม่อาจละจากบุคคลตรงหน้า...

 

 
 

 

“ถ้ารูปใบนี้สำคัญกับเธอ ก็เก็บรักษาไว้ให้ดีๆ ไม่งั้น....”

 

 
 

 

ทุกท่วงท่าและอิริยาบถกลับให้เธอรู้สึกเขินอายขึ้นมา..

 

 
 

 

“...ผมจะขย้ำเธอให้ตาย”

 

 

 
 

“อือ..แล้วก็ข้าวกล่องนี่ อร่อยดีนะ..”

 

 

 
 

อี้ผิงแทบไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด...เธอรู้ดีว่า...สมองของเธอแทบจะด้านชาขณะที่หัวใจแทบจะระเบิดออกมา...

 

 

 
 

“วันหลังขออีกแล้วกัน ไปล่ะ”

 

 

 
 

ความรู้สึกคุ้นเคยบีบอัดจากความเขินอายคล้ายกับเมื่อนานมาแล้ว...ก่อนหน้าที่อาจารย์จะผนึกระเบิดแต้มดอกให้...

 

 

 

 
 

 

 

 

 

 

“นี่ เจ้าหนู ชั้นพูดตามที่นายบอกแล้วนะ อย่าลืมสัญญาไปซะล่ะ”ฮิบาริ เคียวยะเอ่ยทวงถามถึงสัญญาที่ว่าแน่นอนคนไหว้วานให้พูดก็ไม่ได้อยู่ไกลนัก เจ้าของสรรพนามเจ้าหนูยิ้มตอบรับพลางพยักหน้าน้อยๆ

 

 
 

 

“ก็ต้องขอบคุณนายเหมือนกัน ถ้าไม่ได้นายชั้นคงเล่นไล่จับกับใครบางคนอีกยาว” รีบอร์นกล่าวพลางเหลือบไปมองใครบางคน ที่ถูกเขาโอบไว้ ใกล้ตัว ฟงยังคงยิ้มระรื่นก่อนจะเอ่ยถามฮิบาริออกไปว่า

 

 
 

 

“แต่เรื่องข้าวกล่องน่ะ มันไม่ได้อยู่ในบทพูดซะหน่อยนะครับ~ เคียวยะคุง”คิ้วเรียวได้รูปของฮิบาริ เคียวยะเลิกขึ้นน้อยๆ เหมือนไม่เข้าใจคำพูดของฟงนัก ดวงตาที่มองไปยังฟงฉายแววสงสัยเล็กน้อย ก่อนจะยักไหล่ราวกับไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก

 

 
 

 

“ก็มันอร่อยดีนี่”

 

 
 

 

 ฟงได้ฟังก็หัวเราะในลำคอเบาๆ ในหัวประมวลผลอะไรขึ้นมาได้อย่างนึกและรีบเอ่ยถามออกไป

 

 
 

 

“แล้ว..อี้ผิงคุงว่ายังไงบ้างครับ”

 

 

 
 

“ก็ไม่เห็นจะพูดอะไร....ออ...แต่ก่อนจะออกมาเห็นหัวของยัยนั่นมีแต้มอะไรสักอย่าง...”

 

 
 

 

คำเอ่ยวิเคราะห์ช่วงสุดท้ายทำเอาดวงตาสีนิลของฟงเบิกกว้างเพราะนึกบางอย่างขึ้นมาได้...

 

 
 

 

บรึ๊มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

 
 

 

“อ..อี้ผิงคุงงงงงงงงงงงง!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

 

 

 
 

 

 

 

 

 

เมฆาคือม่านหมอกไอน้ำที่ไม่สามารถจับต้องได้...

แต่หากเราได้ลองอยู่เฉยบ้าง...

บางทีม่านหมอกไอน้ำนั่น...

อาจจะโอบกอดเราไว้เอง...

 

 
 

 

-Fin-

เสร็จแล้วๆ ใครเห็นบ้างค่ะ เกล็ดหิมะสีขาวน่ะ
ไม่ค่อยแน่ใจว่าตัวเองเขียนอะไรค่ะ//ฮา
แต่ก็เขียนตามพล็อตที่ร่างไว้ล่ะ..
 
 
เวฟซังค่ะตอนจบเหมือนที่คิดไว้ไหมคะนั่น
หวังว่าจะถูกใจนะคะ
ความจริงที่อิรินเคยบอกว่าจะตัดก็เป็นตรงช่วงที่ฝนตกน่ะค่ะ
แต่ถ้าแบบนั้นตัดที่สามคงสั้นพิลึก
 
 
เขียนๆ ไปอิรินอยากได้อาจารย์แบบ อ.ฟงจังเลยค่ะ
สละตัวเองเพื่อลูกศิษย์...
 
 
ว่าแต่ตอนที่แล้วใครคิดว่าเป็นสับปะรด กับบอสซือล่ะนั่น
อ.ฟงส่งข้าวกล่องต่างหาก....
อิรินบอกแล้วนะว่าเรื่องนี้มัน นอมอลนะ!!! แล้วรีบอร์นฟง?
 
 
P.s.12 วันอาทิตย์อิรินว่าจะไปสอยใบปลิวงาน DD ที่งานโคโคโระ
P.s.18 วันเกิดคนสวยใกล้เข้ามาแล้วอิรินจะปั่นทันไหมนะ
P.s.27 2718พล็อตอยู่ในหัวแท้ๆ ทำไมมันเขียนไม่ออกนะ

edit @ 26 Apr 2011 21:28:46 by RinRin-Crazy~*

Comment

Comment:

Tweet

อ่า.. เค้าอยากอ่านรีบอร์นฟงอีกจังเลยยย

จับมัดมือมันคืออารั๊ยยย

#7 By Darkprincess on 2011-04-28 10:11

กรีดร้องงงงงงงงงงงง

รักคู่นี้ที่สุดเลย มันน่ารักและหวานสุดๆ อร๊ายยยยย

แต่แอบมีรีบอร์นxฟงนะเนี่ย (ฮา)
ปล. 2718 ก็สู้ๆนะจ๊ะ confused smile

#6 By Jelato' on 2011-04-27 20:22

ปลุกอารมณ์ให้อยากอ่านนอร์มอลขึ้นมาเลยอ่า*0*
น่ารักที่ซู้ดเลย
(ปล.'ว่าง'ใช่ได้เลยนะคะ^O^~)

#5 By KURUMA*0* (183.88.123.124) on 2011-04-27 13:28

ช่ะ ! -//เลิกอ่านนอร์มอลมานานแล้ว

#4 By Fr'me Kawaii on 2011-04-27 09:23

อุว้าว!!!
รินซังเชื่อมเรื่องได้ดีมว๊ากค่ะ!! อิ๊อร๊าง
ยังมิวายมีรีบอร์นฟงมาแทรกนิด ๆ...(ฮามากตอนท่านอาจารย์ฟงโวยวายออกจากตู้(?))

ปล.พล็อต2718รึ........เดี๋ยวจะปั่นFAมาไซโคเผื่อจะเขียนออก //หัวเราะชั่ว *โดนตรบ*

#3 By Harububa on 2011-04-27 00:28

สนุกมาก ๆเลยค่ะ ^^ แต่แอบเสียดายที่ปลาออกมาไม่ได้เพราะถูกงานทับถมเสียนี่

Ps.รอ2718อยู่เสมอน้าค่ะcry

#2 By Cynthia Esther on 2011-04-26 22:28

ถูกใจค่ะ!!!!

ก็บอกแล้วว่าไม่ได้คาดหวังให้ลงเอยอะไรแบบนิยายตามท้องตลาด หึหึ อย่างนี้นี่แหละก๊าวใจ ป๊อบปี้เลิฟฟฟฟ

ฟากอาจารย์ฟงเรียบร้อยแบบอาจารย์ผู้เสียสละ >////< ไปแล้ว แต่ฟากอาจารย์ดีโน่ยังไปไม่ถึงไหนเลย sad smile

เค้าเห็นนะ! เกล็ดหิมะนั่นหลอกเค้าไม่ได้ !! ก็มันว่างผิดปกตินี่! (ที่จริงคือเคยทำเขาไว้ก่อนเลยระแวง ^^")

ในที่สุดก็มีคนเขียนเรื่องป๊อบปี้เลิฟของอี้ผิงให้อ่าน ขอบคุณนะค๊าาา เหมือนรินจังจะเก็บรายละเอียดเรื่องที่เวิ่นเอาไว้ได้ดีมากเลย เราไม่ได้อยากได้ฉากจีบกันอินเลิฟ แต่อยากจะได้แบบนี้นี่ล่ะ

เคียวซังออกน้อย แต่ออกแบบคนคุณภาพนะจ๊ะ! //วรั๊ยยยยยย กลิ้งๆ ชอบแบบนี้เลย

ไหนบอกว่าเขียนใสไม่เป็นไง!! นี่ล่ะใช่เลย!!

ปล.1 ตัดแบบนั้นไม่ควรเลยจริงๆ
ปล.8 วันเกิดคนสวยเค้าเป็น D18 เหมือนเดิมจ้า

#1 By IndigoMist on 2011-04-26 22:21